Welcome www.herbsdd.blogspot.com

ขอต้อนรับเข้าสู่เวปไซต์ www.herbsdd.blogspot.com เพื่อคนรักสุขภาพและสมุนไพร เพื่อชีวิตที่ดีด้วยวิธีง่ายๆในการใส่ใจสุขภาพที่น่าทะนุถนอมของคุณ

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

ตำรับยาสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งของนายแพทย์นพรัตน์ บุณยเลิศ


นายแพทย์นพรัตน์ บุณยเลิศ เป็นบุคคลหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการพระราชดำริสวนป่าสมุนไพรเขาหินซ้อน โดยเป็นคณะกรรมการปลูกต้นไม้ และได้ทำการค้นคว้าวิจัยสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งเพื่อตอบสนองแนวพระราชดำริ ด้วยการค้นคว้าตำราสมุนไพรจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลแล้วนำมาทดลองรักษาผู้ป่วยมะเร็งต่างๆ โดยเริ่มทดลองด้วยการใช้นมผึ้ง (royal jelly) และเลือดจระเข้ พบว่านมผึ้งให้ผลในการรักษาดีกว่าเลือดจระเข้ และยังให้ผลดีกับมะเร็งทุกชนิดด้วย
สมุนไพรทุกชนิดที่นายแพทย์นพรัตน์นำมาทดลองรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ได้ผ่านการวิเคราะห์ความปลอดภัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และได้รับพระบรมราชานุญาตให้เผยแพร่ผลการค้นคว้าวิจัยสู่สาธารณชนได้

หลักการรักษาโรคมะเร็ง
จากการสัมภาษณ์นายแพทย์นพรัตน์ ท่านมีความเชื่อว่า เซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ที่มีผนังบางและสามารถผลิตเอนไซม์ฮัยยาลูโรนิเดส (hyaluronidase) ที่สามารถทำลายผนังเซลล์ปกติและมีผลเหนี่ยวนำให้เซลล์ปกติเป็นเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้นสมุนไพรที่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพ (denature) ของเอนไซม์ hyaluronidase ทำให้เอนไซม์ไม่สามารถทำลายผนังเซลล์ปกติได้นั้น จะใช้ในการรักษาโรคมะเร็งได้
วิธีการให้การรักษาผู้ป่วย
โดยให้ยาสำหรับรับประทานเพียงพอกับระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อยาหมดจึงกลับมารับใหม่ ซึ่งทำให้สามารถติดตามอาการของผู้ป่วยได้ สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ต่างจังหวัดจะให้ยาเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ และผู้ป่วยที่อยู่ต่างประเทศ เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์
ตำรับยา
1. สำหรับรักษามะเร็งตับ (WCL)

ส่วนประกอบ คือ ขมิ้นชัน
วิธีเตรียม
นำหัวขมิ้นชันมาซอยเป็นแว่นๆ
หมักกับ diethylether (สกัดเอาตัวยาออกมา) ประมาณ 7 วัน (เปิดฝาไว้)
เมื่อ diethylether ระเหยออกไปหมดแล้ว เติม ammonium carbonate ลงไป ทิ้งไว้ 3 วัน
เมื่อ ammonium carbonate ระเหยหมด นำกากมาเติมน้ำเดือด
ทำให้เย็น
6. เจือจางด้วยน้ำ รับประทานได้
วิธีใช้ ใช้ร่วมกับ ACL

2. มะเร็งในต่อมน้ำเหลือง (RJ)

ส่วนประกอบสำคัญ :
Royal Jelly ประมาณ 1 กก.
กระชายดำ 7 ช้อนชา (นำหัวมาตากแห้งและบดเป็นผง)
น้ำ 250 ml นำมาละลายกับกระชายดำ
วิธีใช้ ครั้งละ 1 ช้อนชา ก่อนนอนและตื่นนอน
ถ้ารับประทานยากให้ดื่มน้ำส้ม เพราะ royal jelly จะบาดคอ
3.ยาป้องกันมะเร็งและไม่ให้มะเร็งลุกลาม (CM)

ส่วนประกอบสำคัญ :
ผิวส้มโอ Citrus maxima ( ใช้แทนว่านหางช้าง (belugenda)) เพราะหายาก
วิธีเตรียม :
นำเปลือกส้มโอมาเฉือนผิวเขียวๆ โดยไม่ให้ติดส่วนที่เป็นสีขาวหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วตากให้แห้ง
นำมาบดเป็นผง
วิธีใช้ ครั้งละ 1 ช้อนชา หลังอาหาร อาจผสมน้ำหรือน้ำผึ้ง
4. ยารักษาอาการตับโต (ให้เข้าที่) ( ACL)

ส่วนประกอบสำคัญ :
ใบบัวบก สด 30 gหรือ แห้ง 60 g
พระจันทร์ครึ่งซีกแห้ง 15 ग

น้ำตาลกรวดจำนวนพอหวาน
วิธีเตรียม : นำส่วนประกอบมาต้มรวมกัน ให้มีรสออกหวานเพื่อช่วยการทำงานของตับ
วิธีใช้ : ใช้ร่วมกับ WCL (ขมิ้นชัน) ทานวันละครึ่งกระปุก เวลาท้องว่าง เช้า-บ่าย (10.00 และ 15.00)
ข้อห้าม : ผู้ที่เป็นตับโต
- ห้ามไม่ให้ขึ้นบันได เพราะจะได้ผลจากแรงดึงดูดโลก
- ห้ามไม่ให้ขึ้นเครื่องบิน
-ห้ามขึ้นลิฟท์
การรับประทาน ACL ร่วมกับ WCL สำหรับมะเร็งตับ จะหายในเวลา 5-6 เดือน ไวรัสตับอักเสบ B 2 เดือน
5. ยาล้างพิษจากการฉายแสงและฉีดสารเคมี ( CYP)
ส่วนประกอบสำคัญ :
1. อ้อยแดงสด 300 g
2. หัวแห้วหมูแห้ง 500 g
วิธีเตรียม :
1. นำส่วนประกอบทั้งสองมาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ
2. เติมน้ำพอท่วม ต้มให้เดือดประมาณไม่เกิน 1/2 ชม.
วิธีใช้ : รับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ หลังอาหาร 3 เวลา
6. ยาเพิ่มภูมิต้านทาน (CAR)
ส่วนประกอบที่สำคัญ :
1. ดอกคำฝอยแห้ง 500 g
2. แครอทสด จำนวนมาก
3. ใบบัวบกสดหรือแห้ง 15 g
วิธีเตรียม นำส่วนประกอบมาต้มกับน้ำให้เดือดประมาณ 1/2 ชั่วโมง
วิธีใช้ ให้กับผู้ป่วยทุกคนร่วมกับยาตัวอื่นๆ
7. ยารักษามะเร็งปอด (CALG)
ส่วนประกอบสำคัญ :
1. ทองพันชั่งทั้งต้นแห้ง 60 g
2. ข้าวเย็นเหนือ 30 g
3. ข้าวเย็นใต้ 30 g
4. ตังกุยจี้ (เมล็ดดำเล็กๆ) 30 g
5. รากชะเอม 10 g
6. พูคาวทั้งต้นแห้ง 60 g
7. กะเม็งตัวเมียทั้งต้นแห้ง 60g (ดอกสีขาวเล็กๆ)
วิธีเตรียม : นำส่วนประกอบมาสับรวมกัน ต้มกับน้ำพอท่วม
วิธีใช้ : ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหาร 3 เวลา
8. ยารักษามะเร็งเต้านม (BEL)
ส่วนประกอบสำคัญ : ว่านหางช้าง 500 g
(หัวใต้ดิน Belaqunda chinesis พบในปัตตานี นราธิวาส ต้นมีลักษณะคล้ายกะเม็งตัวผู้
วิธีเตรียม : นำมาสับ ต้มกับน้ำพอท่วมให้เดือดประมาณ ฝ ชั่วโมง
วิธีใช้ ครั้งละ 3 ช้อนโต๊ะ หลังอาหาร 3 เวลา
9. ยารักษาโรคเบาหวาน (SCO)
ผู้ป่วยมะเร็งที่เป็นเบาหวาน จะไม่ให้ยา ACL เพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลกรวด แต่จะให้ SCO แทน
ส่วนประกอบสำคัญ :
1. ผักบุ้งแดงสด 15 g
2. ตะไคร้หอมสด 50 g
3. ดอกมะม่วงสด 15 g
4. ฝักคูณทั้งฝัก 60 g
5. กรดน้ำทั้งต้นสด 30 g
6. ใบอินทนิลน้ำสด 60 g
วิธีเตรียม นำส่วนประกอบทุกอย่างมาต้มรวมกัน
วิธีใช้ ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ หลังอาหาร 3 เวลา ให้ร่วมกับ CAR เพื่อเพิ่มพูนต้านทาน
สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่เป็นเบาหวาน จะให้ SCO ร่วมกับยารักษามะเร็งนั้นๆ
10. ยารักษามะเร็งกล่องเสียง (HV)
ส่วนประกอบสำคัญ : น้ำนมราชสีห์ ทั้งต้นสด
วิธีเตรียม : เติมน้ำพอท่วมต้น
วิธีใช้ ให้ร่วมกับ RJ และ CAR
11. ยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ อัมพฤกต์-อัมพาต ปวดข้อ (AP)
เป็นสูตรของเพื่อนนายแพทย์นพรัตน์ แล้วนำมาเติมฟ้าทะลายโจร
12. ยารักษามะเร็งในเม็ดเลือด (BVHJ)
ส่วนประกอบสำคัญ :
1. พังพวยดอกขาวทั้งต้น 50 g
2. กระชายแดงทั้งต้น 50 g
3. หญ้างวงช้างทั้งต้น 50 g
4. สบู่แดงทั้งต้น 50 g
วิธีเตรียม นำทุกอย่างมาบดรวมกันให้เป็นผง
วิธีใช้ ครั้งละ 2 ช้อนชาหลังอาหาร 3 เวลา
13. ยาบำรุงหัวใจ (PADMA 28)
นำเข้ามาจากต่างประเทศ (สวิสเซอร์แลนด์ และ อเมริกา) ลักษณะเป็นยาเม็ด ส่วนประกอบเป็นสมุนไพรของทิเบต ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น ใช้ส่วนของใบ
14. ยารักษามะเร็งกระดูก (BOE)
ส่วนประกอบสำคัญ : กระชายแดง
วิธีเตรียม บดเป็นผง
วิธีใช้ ครั้งละ 2 ช้อนชา ก่อนอาหาร 3 เวลา
15. ยาสร้างเม็ดเลือด
ส่วนประกอบสำคัญ : กรดน้ำ
16. ยารักษามะเร็งคอ ปาก ระบบทางเดินหายใจ
ส่วนประกอบสำคัญ :
1. สบู่แดง 80 g
2. พูคาว 20 g
3. หญ้างวงช้าง 20 g
วิธีเตรียม บดรวมกันเป็นผง ครั้งละ 2 ช้อนชา หลังอาหาร 3 เวลา
17. ยาสำหรับเสริม (A109)
ใช้เสริมทุกเวลา
ส่วนประกอบสำคัญ :
1. หญ้าดอกขาวทั้งต้น (หมอน้อย) 250 g
2. ทองพันชั่งทั้งต้น 100 g
3. สบู่แดงทั้งต้น 80 g
4. สะบ้ามอญ ใช้เนื้อในเมล็ด 40 g
5. แก่นแกแล 20 g
6. กะเม็งตัวเมีย 240 g
7. ลูกเดือย 120 g
8. พันงู 90 g
9. หนุมานประสานกาย 74 g
10. ใบมะละกอ ใช้ใบทั้ง 3 และ 4 72 g
(ใบที่ 4 จะดีที่สุด) พูคาว (ผักคะตอง) 40 g
11. 12. พังพวยฝรั่ง ดอกขาวทั้งต้น 120 g
13. พระจันทร์ครึ่งซีก 90 g
14. ว่านหางช้าง 50 g
15. โทงเทง 90 g
16. ลูกใต้ใบ 120 g
17. หญ้างวงช้าง 50 g
18. เทียนบ้าน 30 g
19. เถาฟัก 20 g
20. ผิวส้มโอ 50 g
21. ทานตะวันทั้งต้นไม่เอาเมล็ด 100 g
22. ฝอยข้าวโพด 100 g
23. กระชายแดง 50 g
24. ขมิ้นอ้อย 50 g
25. ฟ้าทะลายโจร 20 g
26. หญ้าผมยุ่ง 80 g
27. กระเทียมโทน สกัดจาก alcohol 50% (แช่ alcohol 50% นาน 1 เดือน) ขมิ้น สกัด alcohol 50%
(แช่ alcohol 50% นาน 1 เดือน) หญ้าหนวดแมว 40 g
วิธีใช้ : ใช้เสริม RJ ทุกเวลา
อื่นๆ
ดอกคำฝอย : เป็นยาเพิ่มภูมิต้านทาน
RJ : บำรุงสมอง ทานวันละ 1 ช้อนชา
กระชายดำ : บำรุงสมอง ทานกับน้ำผึ้งหรือเหล้า
ตำรับยาเหล่านี้ ในการรักษาจะให้หลายๆอย่างพร้อมกัน ตำรับที่เป็นพื้นๆ คือ RJ, A109, CM, CAR
สำหรับข้อมูลงานวิจัยอื่นๆ ของสมุนไพรตามตำรับยาของนายแพทย์นพรัตน์ ได้รวบรวมไว้ในภาคผนวก ง

ที่มา: โครงการวิจัยสมุนไพรตามแนวพระราชดำริ
สูตรยาโดย: นายแพทย์ นพรัตน์ บุณยเลิศ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงใหม่

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

การแพทย์แผนไทย



การแพทย์แผนไทย หรือมักเป็นที่รู้จักกันว่า การแพทย์แผนโบราณ เป็นความพยายามจะอธิบายภาวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ ทั้งสภาวะปกติ และสภาวะที่ผิดปกติ (เป็นโรค) โดยใช้ทฤษฎีความสมดุลของธาตุต่าง ๆ ในร่างกายเข้ามาอธิบาย ผสมผสานองค์ความรู้จากวัฒนธรรมอินเดีย พุทธศาสนา และองค์ความรู้ที่ถูกพัฒนาขึ้นเองโดยครูการแพทย์แผนไทย คือ ชีวกโกมารภัจจ์


การแพทย์แผนไทย อาจหมายถึง กระบวนการทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับการตรวจ วินิจฉัย บำบัด หรือป้องกันโรค หรือการส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพของมนุษย์หรือสัตว์ การผดุงครรภ์ การนวดไทย และหมายความรวมถึงการเตรียมการผลิตยาแผนไทย ประดิษฐ์อุปกรณ์ และเครื่องมือทางการแพทย์ โดยอาศัยความรู้หรือตำราที่ได้ถ่ายทอดและสืบต่อกันมา

การแพทย์แผนไทยอาจจะไม่มีองค์ความรู้ด้านกลไกการเกิดโรค และเทคนิคทางศัลยกรรมมากนัก แต่ต้องมีองค์ความรู้ด้านกลวิธีทางคลินิก เช่น การซักประวัติ และการรักษาด้วยยา เพียงแต่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ทางคลินิก (Evidence-based clinical knowledge) ซึ่งก็มาจากกฎข้อบังคับตามใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทย ที่ว่า "มิให้แพทย์แผนไทยกระทำการอันเป็นวิทยาศาสตร์ใด ๆ" นั่นเอง ทำให้ไม่สามารถมีการตั้งสมมุติฐานและวิจัยได้อย่างเต็มที่

แพทย์แผนไทยประยุกต์แพทย์แผนไทยประยุกต์ คือ บุคลากรทางการแพทย์สาขาหนึ่ง เกิดขึ้นจากแนวคิดของนายแพทย์ อวย เกตุสิงห์ ซึ่งต้องการพัฒนาและยกฐานะของการแพทย์แผนไทยโบราณให้มีความเป็นวิทยาศาสตร์และมีหลักวิชาการรองรับในการอธิบาย อาจกล่าวได้ว่า แพทย์แผนไทยประยุกต์เป็นบุคลากรการแพทย์สายพันธุ์ใหม่ของสังคมไทย[ต้องการอ้างอิง] ที่ครึ่งหนึ่งขององค์ความรู้จะต้องร่ำเรียนตามหลักวิชาการทางการแพทย์แผนตะวันตก ผสมผสานกับคัมภีร์แพทย์แผนโบราณของไทย สามารถใช้เครื่องมือทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้บางอย่าง (ตามที่ข้อกฎหมายกำหนด 13 รายการ) สามารถวินิจฉัยตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน เพียงแต่เมื่อถึงขั้นตอนในการรักษานั้น ต้องรักษาด้วยวิธีการการแพทย์แผนไทยอาทิการใช้ยาสมุนไพร นวด อบ ประคบ นอกจากนั้น ยังสามารถทำคลอดและให้การบำรุงแม่และทารก ตามแนวทางการแพทย์แผนไทยเพื่อส่งเสริมสุขภาพ

แพทย์แผนไทยประยุกต์จะต้องสอบใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ โดยเฉพาะเสียก่อน จึงสามารถปฏิบัติงานในโรงพยาบาล หรือให้การรักษาแก่ผู้ป่วยได้ การสอบใบประกอบโรคศิลปะนั้น จะต้องสอบใบประกอบโรคศิลปะสาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์เท่านั้น จึงจะเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ที่สมบูรณ์และถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์ที่จะสอบใบประกอบโรคศิลปะแพทย์แผนไทยสาขาเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย และผดุงครรภ์

การจัดการเรียนการสอนสาขาการแพทย์แผนไทยและสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ในปัจจุบัน มีมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หันมาให้ความสำคัญกับการผลิตบัณฑิตในสาขาการแพทย์แผนไทยมากขึ้น ซึ่งการแพทย์แผนไทยกับการแพทย์แผนไทยประยุกต์ นั้นมีความแตกต่างกันชัดเจน คือ การแพทย์แผนไทย เน้นการวินิจฉัย การรักษา และการจ่ายยา ด้วยหลักการของการแพทย์แผนไทย และจ่ายยาด้วยสมุนไพร
เพียงแต่มีข้อจำกัดในการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบตะวันตก ซึ่งต้องสอบใบประกอบโรคศิลปะเช่นเดียวกัน แต่ขึ้นทะเบียนกันคนละประเภทกัน โดยมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนการแพทย์แผนไทย มีดังนี้


สาขาการแพทย์แผนไทย

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก (หลักสูตรแพทย์แผนไทยบัณฑิต สาขาการแพทย์แผนไทยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก หลักสูตรแพทย์แผนไทย 3ปี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน(วิทยาเขตสกลนคร)
สถาบันแพทย์แผนไทยเพ็ญนภา นนทบุรี

สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
คณะการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร มหาวิทยาลัยบูรพา
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม